ปิดเมนู

การขอสินเชื่อธนาคาร ฉบับมนุษย์เงินเดือน

สินเชื่อซื้อบ้าน ขั้นตอนและหลักฐานเอกสารประกอบการขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สำหรับมนุษย์เงินเดือนสิ่งที่ต้องเตรียมมีดังต่อไปนี้

1. สำเนาบัตรประชาชน ด้านหน้าและหลังบัตร ภาพถ่ายในบัตรต้องชัดเจน และต้องไม่หมดอายุ
2. สำเนาทะเบียนบ้าน ถ่ายหน้าเล่มและหน้าที่มีชื่อของผู้กู้ปรากฎ แต่สำหรับบางธนาคาร อย่าง ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ต้องนำเล่มจริงไปด้วย ณ วันสัมภาษณ์ และต้องถ่ายทุกหน้าของทุกคนที่อยู่ในบ้าน
3. สำเนาทะเบียนสมรส/ใบเปลี่ยนชื่อสกุล/ใบหย่า /ใบมรณะบัตรของคู่สมรส (ถ้ามี ) ของผู้กู้หลัก และผู้กู้ร่วม หากผู้กู้หลักหรือผู้กู้ร่วมมีคู่สมรส ต้องถ่ายบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของคู่สมรสแนบไปด้วย
4. สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 3-6 เดือน แล้วแต่ธนาคาร ซึ่งส่วนใหญ่ แนะนำให้ใช้ 6 เดือน เพราะสามารถ คิดเฉลี่ยรายได้อื่น ๆ นอกเหนือจากรายได้ประจำ ยกตัวอย่าง ถ้าเดือนใดเดือนหนึ่ง ยอดรายรับน้อยลง เรายังสามารถ เฉลี่ยรายได้จากเดือนอื่นมาช่วยได้ อีกอย่างที่สำคัญมาก สลิปเงินเดือนต้องชัดเจนและห้ามทำหายเด็ดขาด เพราะธนาคารไม่สามารถคำนวณรายได้จากสเตรทเม้นท์ หรือหนังสือรับรองเงินเดือนได้ หลักเกณฑ์การคิดรายได้ของแต่ละธนาคารจะแตกต่างกันออกไป ซึ่งธนาคารจะต้องใช้รายละเอียดของรายได้ จากสลิปเงินเดือน ถ้าหากทำหาย ให้ติดต่อที่ฝ่ายบุคคลของบริษัท เพื่อขอถ่ายสำเนาสลิปเงินเดือน ที่บริษัทต้องเก็บไว้เป็นหลักฐานในการยื่นเสียภาษี แต่ส่วนใหญ่จะได้รับการปฏิเสธเพราะว่าเจ้าหน้าที่ขี้เกียจค้นเอกสาร
5. สลิปโบนัส หรือ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ. ที่จ่าย ตัวนี้ก็เป็นตัวช่วยที่ดีอีกหนึ่งตัวช่วย ในกรณีที่ภาระหนี้ค่อนข้างสูง รายได้โดยเฉลี่ย 6 เดือน อาจไม่พอ แต่ถ้าเรามีสลิปโบนัส มาร่วมด้วย ทางธนาคารก็จะเอาโบนัส มาคำนวณ เพื่อเพิ่มเป็นรายได้อื่น ๆ ส่วนหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย50 ทวิ นั้นจะช่วยในกรณีที่ผู้กู้อาจมีสลิปเดือนใดเดือนหนึ่งสูญหาย ทำให้ธนาคาร ไม่สามารถ คำนวณ รายได้โดยเฉลี่ย 6 เดือนได้ ก็สามารถ คำนวณรายได้ทั้งปี จากหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย 50 ทวิได้ แต่เงื่อนไขนี้ใช้ได้ในบางธนาคารเท่านั้น เช่น ธนาคารกสิกร หรือ ธนาคารไทยพาณิชย์
6. รายการเดินบัญชี 6 เดือนย้อนหลัง นับแต่วันที่ยื่นกู้ หรือหากผู้กู้ไม่ได้ปรับสมุดบัญชีธนาคารเป็นเวลานาน ก็สามารถขอรายการเดินบัญชีย้อนหลัง ที่เราเรียกกันว่า ขอสเตรทเม้นท์ย้อนหลัง แต่ผู้กู้จะต้องถ่ายหน้าเล่มบัญชี ที่ระบุชื่อเจ้าของบัญชีแนบไปด้วยทุกครั้ง ถึงแม้ว่าสเตรทเม้นท์ที่เราไปขอมานั้นจะระบุชื่อเจ้าของบัญชีไว้แล้วก็ตามแต่ ก็ยังต้องใช้หน้าเล่มบัญชีประกอบการยื่นกู้ด้วยทุกครั้ง ( การขอสเตรทเม้นท์นั้น จะต้องกระทำโดยเจ้าของบัญชีเท่านั้น บุคคลอื่นไม่สามารถไปขอได้ และการขอสเตรทเม้นท์นั้น ส่วนใหญ่เมื่อเสียเงินค่าธรรมเนียมแล้ว ก็จะสามารถรอรับได้เลย ยกเว้นธนาคารกสิกร ซึ่งจะมีการตัดรอบทุก ๆ 6 เดือน คือ ในเดือน มกราคม- มิถุนายน และเดือน กรกฎาคม – ธันวาคม หากว่าผู้กู้ไปขอระหว่างเดือน มี.ค.-ส.ค. อาจต้องใช้เวลาในการรอประมาณ 7-10 วัน ส่วนกรณีที่ผู้กู้ได้นำสมุดบัญชีไปปรับยอดทุกเดือนอยู่แล้ว ก็สามารถนำสมุดบัญชีธนาคาร ไปถ่ายเอกสารได้ทันที
7. หนังสือรับรองเงินเดือน ซึ่งนับจากวันที่ออกเอกสาร ต้องมีอายุไม่เกิน 30 วัน เท่านั้น ซึ่งหนังสือรับรองเงินเดือนจะต้องระบุ ชื่อ –นามสกุล, วันที่เริ่มทำงาน, ตำแหน่ง, อัตราค่าจ้าง ซึ่งจะต้องระบุชัดเจน ว่าเป็นพนักงานรายเดือน หรือรายวัน, ที่อยู่บริษัทและเบอร์โทร
8. หนังสือรับรองผ่านสิทธิ์ สำหรับบริษัท หรือต้นสังกัด ที่มีเงื่อนไขพิเศษกับธนาคาร เช่นบริษัทที่ทำ Contract ไว้กับธนาคารนั้น ๆ เช่น ธนาคารอาคารสังเคราะห์ หรือ ธนาคารกรุงไทย ที่ใช้สิทธิ์ กบข. ซึ่งจะต้องระบุ รหัสผ่านสิทธิ์ในใบรับรองทุกครั้ง และเช่นเดียวกัน อายุหนังสือรับรองการผ่านสิทธิ์ ต้องไม่เกิน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ออกเอกสารถึงวันยื่นกู้
9. สมุดบัญชีเงินออม หรือ ทรัพย์สินที่ปลอดภาระผูกพันก็สามารถนำมาเป็นส่วนประกอบให้การขออนุมัติวงเงินสินเชื่อได้ ส่วนใหญ่ผู้กู้จะเข้าผิดว่า ถ้าหากธนาคารรู้ว่ามีเงินออม ก็จะให้ยอดการขอเงินกู้ลดลง จริง ๆ แล้วทรัพย์สินพวกนี้ ไม่ได้มีผลกับยอดกู้ แต่มีผลกับการพิจารณาการให้สินเชื่อ เพราะจะทำให้สเตรทเม้นท์ ของเราแข็งขึ้น ผู้พิจารณาอนุมัติวงเงินก็จะตัดสินใจอนุมัติได้ง่ายขึ้น
10. ใบปิดหนี้ ในกรณีที่ผู้กู้มีภาระหนี้สินและเพิ่งทำการปิดยอดก่อนยื่นกู้ซื้อบ้าน หลังจากที่ปิดยอดหนี้แล้ว ผู้กู้จะต้องนำหลักฐานใบเรียกเก็บหนี้ และใบชำระหนี้ มาด้วยทั้ง 2 อย่าง เพราะว่าข้อมูล เครดิตบูโร ยังจะไม่อัพเดรท ซึ่งจะโชว์ว่าเรายังมียอดคงค้างอยู่ในระบบ ทางที่ดีที่สุด รีบชำระและปิดบัญชี ก่อนทำเรื่องยื่นกู้อย่างน้อย 3 เดือน จะดีที่สุด เพราะเวลาเช็คข้อมูล เครดิตบูโร จะได้ไม่ค้างอยู่ในระบบ ขอเพิ่มเติมอีกสักหน่อย คำว่าปิดบัญชี หมายถึงการยกเลิกการใช้บัตรนั้น ๆ ส่วนคำว่าปิดยอด หมายถึงปิดเฉพาะยอดหนี้ แต่บัตรยังใช้ได้ หากผู้กู้มีภาระหนี้ ค่อนข้างเยอะ แนะนำให้ใช้วิธียกเลิกบัตร ตัวอย่าง หากผู้กู้มีบัตรกดเงินสด วงเงิน 100,000 บาท ถึงผู้กู้ไม่ได้ใช้ แต่ทางธนาคารก็จะคิดเป็นภาระหนี้ 5-10% ของยอดวงเงินในบัตร นั่นก็คือ 5,000-10,000 บาท / เดือน ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการขอกู้ลดลงด้วย เพราะฉะนั้นแนะนำให้ปิดบัญชีจะดีที่สุด เพราะธนาคารจะมองว่าเราอาจมีปัญหาในเรื่องเงิน

ขอขอบคุณ

บทความจาก : คุณผม ฝ่ายสินเชื่อซื้อบ้าน โครงการห้วยปราบเมืองทอง

ภาพจาก : kapook.com

เปิดอ่าน 2,503 ครั้ง โพสเมื่อ : 10 กุมภาพันธ์ 2013

แสดงความคิดเห็น